ว่าด้วยเทคโนโลยีของเสียงในอารามและพิธีกรรม

62
views

          อำนาจอาจเกิดขึ้นจากสิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆ ไม่ใช่ระบบราชการหรือกฏหมาย แต่เสียง (voice) อาจเป็นเครื่องยืนยันของความมีอำนาจ สถาบันที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในสังคมมีความเกี่ยวข้องกับสุ่มเสียงทั้งในแบบเสียงดังเพื่อบอกเวลา (อำนาจบอกโมงยาม) ด้วยการยิงปืน(ที่มาสำนวนไกลปืนเที่ยง)และแจ้งข่าวที่ถูกส่งผ่านจากบนสู่ล่างผ่านกลไกจากรัฐสู่ศาสนาหรือวัด (วัดสมัยก่อนมีอำนาจตัดสินคดีความเล็กๆด้วย) และเสียงที่เงียบนิ่งในพระราชพิธีต่างๆ เสียงยอมเป็นของคู่กันกับอำนาจ ผู้มีสิทธิใช้เสียงและทำให้เงียบยอมมีสถานภาพพิเศษ เมื่อหันมาดูอะไรเล็กๆ อาทิในวันพระ

 

การศึกษาพิธีกรรม นอกจากแนวคิดแบบโครงสร้าง-หน้าที่ ระบบสัญลักษณ์และการตีความ  เรายังมีวิธีเพื่อทำความข้าใจพิธีกรรมด้วยแนวคิดแบบอื่นๆอีกไหม เราลองมาดูเรื่องเสียง(voice) กันบ้าง

 

          เทคโนโลยีเรื่องเสียงมีบทบาทสำคัญกับพิธีกรรมอย่าง เช่นไมโครโฟนและระบบเสียงในบริบทวันพระใหญ่ มีส่วนสำคัญทั้งในส่วนมัคนายกใช้บริหารจัดการสถานที่ของวัดได้อย่างเต็มประสิทธิ เรียกร้องให้ทำบุญทำทานและผลตอบแทนที่ได้รับ บอกขั้นตอนและช่วงเวลาการดำเนินการพิธีกรรม ก่อนพระเข้ามาดำเนินการพิธีกรรมต่อไป

 

          กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นต้องนำตัวเองเข้าที่ไมโครโฟนเพื่อสร้างความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วยการประกาศว่าเป็นลูกศิษย์วัด และดำเนินการเป็นพิธีกรต่อไปแทนมัคนายกท่วงทำนองเสียงมีความเป็นทางการ กระทั่งพระสงฆ์เข้ามาในศาลา แม้มัคนายกจะใช้เสียงดังเพื่อให้เกิดความเงียบก่อนพระจะเริ่มสวดมนต์ แต่ไม่มีผล ยังคงมีเสียงดังจากคนทำบุญที่เข้ามาใหม่ เสียงหลักของพิธีกรรมที่ออกมาจากไมโครโฟนจะเคลื่อนไปยังเข้าอาวาสวัดในการเป็นเสียงนำ เสียงหลักจากไมโครโฟนจะสลับไปมาระหว่างเจ้าอาวาสและมัคนายก ทั้งสองกลุ่มพยายามสร้างให้เกิดเสียงเดียวในโทนเดียวกันที่เกิดจากการสวดตาม พระสงฆ์และมัคนายก แต่ระหว่างสวดของพระสงฆ์ ก็มีเสียงอื่นจากคนทำบุญที่คุยกันเพื่อถามสาระทุกข์สุกดิบในห่วงเวลาที่ไม่ได้เจอกัน หรือกล่าวถึงบุคคลที่สาม(นินทา) ดังนั้นเสียงเป็นเทคโนโลยีในการควบคุมการดำเนินการในบริบทพิธีกรรม ให้เสียงดังไม่หอน ทุ่มดังน่าฟังจับใจ ซึ่งระหว่างพิธีกรรมจะมีผู้ดูแลเสียงให้ดังและน่าฟังตลอดงาน

แชร์