รีวีว Sapiens: a Brief History of Humankind โดย Yuval Noah Harari (1)

6624
views

“ไม่มีพระเจ้าในจักรวาล ไม่มีประเทศ ไม่มีเงิน ไม่มีสิทธิมนุษยชน ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความยุติธรรมนอกเหนือไปจากจินตนาการร่วมกันของสังคมมนุษย์” 1

Sapiens เป็นหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับประวัติมนุษย์อย่างคร่าวๆ มันเหมือนกับหนังที่ทุกคนบอกว่าดี แต่พอไปดูจริงแล้วมันดียิ่งกว่าที่ทุกคนพูดเสียอีก

ออกตัวก่อนว่ายังอ่านไม่จบ อ่านไปได้ครึ่งเดียว แต่ตอนนี้พุ่งพล่านต้องรีบเขียนเสียก่อน ถ้าสรุปใจความผิดไปอย่างไรต้องขออภัย และจะมาแก้ไขใหม่ทีหลังเมื่ออ่านจบแล้ว

หลักๆ เลยที่ Sapiens ทำให้รู้สึกคือ “ที่ผ่านมาเข้าใจผิดมาตลอด”

สิ่งที่ตัวเองเคยยึดว่าจริงนักหนา เช่น สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมต่างๆ นาๆ นั้นเป็นมุมมองที่ไร้เดียงสาเกิดจากการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลทั้งสิ้น

Sapiens ได้ทำให้ “มายาทลาย” อย่างหนักหน่วงอีกหนึ่งครั้ง

สิ่งที่ Sapiens ทลาย ซึ่งเป็นข้อถกเถียงที่ดีที่สุดของ Sapiens ใน 133 หน้าแรกคือ เรื่อง ความสามารถของมนุษย์ในการสร้างเรื่องหรือชุมชนในจินตนาการ หรือ แนวคิดที่ Harari เรียกว่า “imagined community”

กล่าวคือ ทุกอย่างทีเราเชื่อว่าจริงหรือยึดถือเกี่ยวกับมนุษย์ไม่มีอะไรจริงเลยตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาแล้วเล่าแลกเปลี่ยนไปมาระหว่างกันเอง

ข้อถกเถียงของ Harari นั้นน่าเชื่อถืออย่างไร มันน่าเชื่อถือเพราะเขาค่อยๆ เล่าอย่างแยบยลในระดับพันล้านปีก่อนที่จะมี Homo Sapiens จนมาถึงช่วงที่ Homo Sapiens ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า An Animal of No Significance หรือ สัตว์ที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเลย

ทำไมเราจึงไม่มีความสำคัญ?

ก่อนที่เราจะมีสิ่งที่ Harari เรียกว่า “การปฏิวัติทางการเรียนรู้” (The Cognitive Revolution) ซึ่งหมายถึงก่อนที่เราจะเป็นสัตว์ “คิด” เป็นและมี “จินตนาการ” ได้ เราไม่ต่างอะไรจากเสือจากแมว เราอยู่ในป่าไม่มีการสะสมสิ่งต่างๆ จนกลายเป็นการกักตุน ไม่มีสำนึกว่าฉันสำคัญ ไม่ฉลองวันเกิด ไม่มีศาสนา เราเกิดมา ล่าสัตว์ หาอาหาร ผสมพันธุ์ แล้วก็ตายจากไป

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อช่วง 70,000 – 30,000 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อมนุษย์สายพันธุ์ Sapiens สามารถเริ่มคิดในแบบที่ไม่มีสัตว์อื่นใดหรือมนุษย์สายพันธุ์ใดคิดได้มาก่อน ซึ่งสิ่งนี้นำมาซึ่งการสื่อสาร โดยไม่ใช่แค่การสื่อสารตามข้อเท็จจริงว่า “เฮ้ย สิงโต หนีเร็ว” แต่เป็นการสื่อสารเชิงจินตนาการว่า “นี่คือสิงโต เทพเจ้าผู้ปกปักษ์รักษาเผ่าเรา” ทุกคนจงเคารพสิงโต

นิยายแห่งจินตนาการนี้เองที่นำเรามาสู่อุดมการณ์ทางสังคม (ซึ่ง Harari เรียกมันว่า “ตำนาน”) อันซับซ้อนต่างๆ ที่ครอบงำเราอยู่ตอนนี้

สิ่งนี้มีคำอธิบายเชิงวิวัฒนาการว่า จริงๆ ทั้งเราหรือญาติเราแบบลิงชิมแปนซีมีสัญชาติญาณทางสังคมจำกัดสำหรับกลุ่มเล็กมากๆ เราสามารถสร้างมิตร หรือสร้างลำดับสังคมสูงต่ำเพื่อจะออกล่าหรือทำกิจอื่นๆ เมื่อกลุ่มใหญ่ขึ้น “การปฏิวัติทางการเรียนรู้” ก็ได้คิดเครื่องมือที่ฉลาดกว่านั้นขึ้นมาในการควบคุมคน คือ “การนินทา” แต่การนินทาก็ไม่สามารถเอากลุ่มคนอยู่ได้เกิน 150 คน ดังนั้นอะไรที่จะมาสามารถคุมคนจำนวนที่มากกว่า 150 คนไปจนถึงล้านๆ คนได้ ก็ย่อมเป็น พลังแห่งการจินตนาการหมู่ หรือ อุดมการณ์ต่างๆ นาๆ ที่เซเปียน (Sapiens)2 ประดิษฐ์คิดค้นกันขึ้นมานี่เอง

“ตั้งแต่มีปฏิวัติการเรียนรู้ เซเปียนก็อยู่ในความจริงคู่ขนานมาตลอด อันแรกคือความจริงที่จับต้องได้ เช่น แม่น้ำ ต้นไม้และเสือ ส่วนอีกอันคือความจริงที่เกิดจากจินตนาการเช่นพระเจ้า ประเทศ หรือบริษัทห้างร้านต่างๆ” 3

“จะยากขนาดไหนที่จะสร้างรัฐ ศาสนา หรือระบบกฎหมายถ้าเกิดว่ามนุษย์เราสามารถพูดถึงแต่ความจริงที่ปรากฏ เช่น แม่น้ำ ต้นไม้ หรือเสือ เท่านั้น” 4

ในปี 1987 เซเปียนชาวฝรั่งเศสสามารถเปลี่ยนความเชื่อเพียงชั่วข้ามคืนจากตำนานของเทวสิทธิราชย์มาเป็นตำนานอำนาจอธิปไตย การปฏิวัติการเรียนรู้ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้เมื่อความจำเป็นเปลี่ยนไป

ในโลกสมัยใหม่ที่เราถูกพร่ำสอนให้เชื่อในสิทธิมนุษยชนหรือเสรีภาพ มันเป็นเรื่องยากที่เราจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องแต่งพอๆ กับคัมภีร์ตาต่อตาฟันต่อฟันของฮัมมูราบี (หรือคัมภีร์ทางศาสนาอื่นๆ) เราไม่ได้เท่าเทียมกัน แต่เราคิดว่าการเท่าเทียมกันช่วยให้เราไปสู่สังคมที่เป็นสุขและมั่นคงได้

ในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกามีท่อนหนึ่งกล่าวว่า

“เราถือว่าความจริงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในตัวเอง นั่นคือ มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน และพระผู้สร้างได้มอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได้ไว้ให้แก่มนุษย์ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้นได้แก่ ชีวิต เสรีภาพและการเสาะแสวงหาความสุข” 5

ซึ่งถ้าจะให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ Harari บอกว่ามันควรจะแก้เป็น

“เราถือว่าความจริงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในตัวเอง นั่นคือ มนุษย์ทุกคนวิวัฒนาการอย่างแตกต่างกัน และเกิดขึ้นโดยมีลักษณะทางพันธุกรรมบางประการที่สามารถกลายพันธุ์ได้ ในบรรดาสิทธิเหล่านี้นั้นได้แก่ ชีวิตและการเสาะแสวงหาความสำราญ” 6

ความสำราญในที่นี้ต่างจากความสุขมาก สำราญ คือ pleasure อะไรก็ตามที่เราทำแล้วมันทำให้เราพอใจ ซึ่งต่างจาก happiness ที่ดูจะเป็นแนวคิดที่เลื่อนลอยจนเกินไป

คนที่เชื่อในสิทธิมนุษยชนอาจจะโมโหโกรธากับวิธีคิดแบบนี้แล้วกล่าวว่า “ฉันรู้แล้วว่าคนไม่ได้เท่าเทียมกันตามชีววิทยา แต่หากทุกคนเชื่อว่าโดยพื้นฐานทุกคนเท่ากัน เราก็จะสามารถสร้างสังคมที่เป็นสุขและมั่งคั่งได้” Harari ไม่เถียงคำพูดนี้ แต่สิ่งนี้เองที่เขาบอกว่าเป็น พลังแห่งจินตนาการร่วม ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วอีกฝั่งก็ย่อมเถียงได้เช่นกัน “ฉันรู้ว่าชนชั้นสูง สามัญชน และทาสไม่ได้เป็นคนต่างกันทางชีววิทยา แต่ถ้าเกิดเราเชื่อว่าแบบนั้น เราก็จะสามารถสร้างสังคมที่เป็นสุขและมั่งคั่งได้” 7

 


1 (หน้า 31)
2 Sapiens เป็นสายพันธุ์หนึ่งของมนุษย์ ในตระกูล Homo ซึ่งเป็นมนุษย์ปัจจุบัน เราเป็นสายพันธ์เดียวที่เหลืออยู่ เมื่อก่อนเรามีสายพันธ์อื่นๆ อีกมากมายเช่น Neanderthal, Homo erectus, etc. ซึ่งทุกสายพันธุ์สูญพันธ์หมดแล้ว เหลือเพียง Sapiens นี่เองที่เป็นคำถามใหญ่ที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ “เรา” “มนุษย์ หรือ “เซเปียน” เอาชนะสายพันธุ์อื่นๆ จนครองโลกมาถึงทุกวันนี้ได้ยังไง
3 (หน้า 36)
4 (หน้า 35)
5 https://th.wikipedia.org/wiki/คำประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา
6 (หน้า 123)
7 (หน้า 124) เอาจริงๆ ก็ยังเชื่อในสิ่งที่เชื่อมาตลอด ว่ายังไงแนวคิดคนเท่ากันมันก็ดีกว่าคนไม่เท่ากัน แต่หนังสือเล่มนี้ก็ช่วยทำให้เข้าใจคนที่คิดไม่เหมือนกันมากขึ้น แถมยังทำให้เราอยู่ภาวะชะงักงันต้องรอการตกผลึกของความคิดความรู้สึก
จริงๆ แค่นี้ก็ยาวมากแล้ว ทำให้ยังไม่ได้เล่าถึงว่าทั้งความเชื่อในลำดับชนชั้นและความเชื่อเรื่องมนุษย์นิยมมันเป็นความคิดที่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลางอย่างไร เมื่อเทียบในสเกลหลายล้านปีและเมื่อเทียบกับสัตว์อื่น รวมทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่อง “เงิน” ที่น่าสนใจมาก ซึ่งเก็บเป็นตอน (2) และ (3) ต่อไป

สุดท้าย เอาจริงๆ คนเขียน Harari ยกลำดับเหตุผลและตัวอย่างที่จะทำให้ผู้อ่านเชื่อตามมากๆ เป็นไปได้ควรอ่านเล่มจริง เพราะเราสรุปได้ไม่ถึงเสี้ยวของความเจ๋งของหนังสือเขา เหมือนตอนนี้จะยังไม่มีฉบับภาษาไทย แต่มีคนนี้ที่เขียนสรุปแยกตอนอย่างละเอียด (ซึ่งเรายังไม่ได้อ่านเพราะไม่อยากสปอยหนังสือ)https://anontawong.com/2016/12/11/sapiens-1/ ลองติดตามได้

แชร์
pinkiologist
สุดคนึงเป็นคนชอบคิด เลยคิดไปเรื่อยๆ มีคดิประจำใจว่าชอบอะไรจะไม่เก็บไว้คนเดียว เลยต้องมาเผยแพร่ให้คนอื่นฟังเพื่อหาพวกมาชอบด้วยกัน